การใช้ชิวิตอย่างมีความสุข ฉบับนักเรียนนอก ตอนที่ ๑

การใช้ชิวิตอย่างมีความสุข ฉบับนักเรียนนอก

สุรัชดา จุลละพราหมณ์

ตอนที่ ๑ Live as if today were your last day

จริงๆแล้วอยากจะตั้งชื่อตอนเป็นภาษาไทย คือการระลึกถึงความตาย หรือ มรณานุสติ แต่ยังไม่อยากทำให้กลัว หรือตกใจกันเสียก่อนตั้งแต่ตอนแรก ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เรื่องความตายนี่ เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ของเราทุกคน อย่างที่พระท่านพูดว่า สิ่งใดในโลกนี่ไม่เที่ยง แต่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหล่านี้เที่ยง ดังนั้น การพูดถึงความตายก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาๆด้วย แต่ทำไมเราไม่ค่อยชอบพูดกันเรื่องนี้?

คำตอบข้อแรกอาจเป็นได้ว่า พวกเรายังอยู่ในวัยเรียน วัยหนุ่มสาว ยังเห็นความตายเป็นเรื่องไกลตัว ตัวดิฉันเองก็เคยคิดเช่นนั้น จนกระทั่ง กลับมาเยี่ยมบ้านคราวนี้ แล้วได้ทราบว่า เพื่อนที่เรียนมัธยมมาด้วยกัน ปัจจุบันอายุ 25 ปี ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ต้องทำเคมีบำบัด และจะได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกเร็วๆนี้

ดิฉันรับรู้ข่าวนี้ด้วยความใจหาย ไม่มีใครรู้ว่าเธอป่วยขั้นไหนแล้ว แต่ความคิดที่ว่า คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ก็เป็นโรคร้ายแบบนี้ได้ ทำให้ดิฉันและเพื่อนๆระลึกถึงความตายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และเมื่อคิดได้อย่างนี้ ก็เกิดนึกชึ้นได้อีกว่า จริงๆแล้ว เพื่อนรุ่นเราก็ได้ล้มหายตายจากกันไปแล้วก็มี ถูกฆาตกรรมก็มี และตอนนี้หลายคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง พูดง่ายๆว่า ดิฉันกลับไทยแต่ละครั้ง ใครจะเป็นใครจะตายอีกก็ไม่รู้ นี้ไม่ได้นับถึงพ่อแม่ของเพื่อนในห้อง หรือครูบาอาจารย์ ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อยห้าคนในสามสี่ปีที่ผ่านมา

ระลึกถึงความตายแล้วดีอย่างไร?  …คำตอบคือความไม่ประมาท

การใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทนี้ เป็นปัจฉิมโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการเตือนครั้งสุดท้ายของพระองค์ต่อชาวโลก

ไม่ประมาทคืออะไร?

ขั้นแรก ง่ายๆก็คือ ต้องดูว่าแต่ละวันนี้ เราทำหน้าที่ของเราสำเร็จเรียบร้อยหรือยัง หน้าที่ของเรานี้มีหลายอย่าง แล้วแต่ว่าเรามีบทบาทอะไรบ้างในสังคม

พูดถึงหน้าที่ในฐานะนักเรียนนอกก่อน เรามีโอกาสอันดีกว่าคนอื่นๆ ได้มาเรียนไกลถึงเมืองนอกเมืองนา ได้เข้าศึกษาในระบอบการศึกษาที่มีคุณภาพสูง แต่วันนี้ เราได้ทำหน้าที่นักเรียนอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เราเรียนไปวันๆให้พอจบ พอผ่าน หรือเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ ให้คุ้มเงินที่พ่อแม่ ทุน หรือรัฐบาล ส่งเสียมาเรียน

ที่พูดอย่างนี้ดิฉันไม่ได้หมายความว่าให้เรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ทำอย่างอื่น เพราะการใช้ชีวิตให้คุ้มค่านั้นมีหลายด้าน แต่อยากให้ลองคิดว่า เราเรียนได้พอคุ้มค่าเรียน(อันแพงมาก) นั้นหรือเปล่า

ตัวดิฉันเองก็เคยคิดว่า เรียนแค่ให้พอใช้ได้ ให้พอเข้าปริญญาโทได้ ให้พอเข้าปริญญาเอกได้

แต่ตอนนี้ได้คิดแล้วว่า เรียนอย่างนั้นแล้วได้อะไร ได้ทำหน้าที่ของนักเรียนนอก และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยหรือไม่ เงินของพ่อแม่ หรือเงินภาษีของประชาชนชาวไทยนั้น ไม่ได้ส่งมาให้ดิฉันเรียนแค่ให้พอจบด้วยเกียรตินิยม ให้พอกล้อมแกล้มกลับบ้านได้ แต่หน้าที่ของนักเรียนนั้น คือเรียนให้จบด้วยองค์ความรู้ที่สำคัญและจำเป็นในการประกอบอาชีพ และกลับไปทำงานเพื่อประเทศชาติ เมื่อคิดได้อย่างนี้ ก็ทำให้เปลี่ยนความคิด จากที่เคยเลือกวิชาเรียนที่คิดว่าได้เกรดง่าย แต่อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์ในภายหน้า เป็นการเลือกค้นคว้าในสิ่งที่ยาก แต่คิดว่าจะได้ประโยชน์กับประเทศ และวงวิชาการมากกว่า

หน้าที่ที่สำคัญมากอีกอย่าง คือหน้าที่ของลูก

พวกเราชาวนักเรียนนอกนั้น เป็นลูกที่อยู่ไกลพ่อแม่ ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของลูกได้เต็มที่เหมือนคนที่เขาอยู่ไทย อยู่ใกล้ๆพ่อแม่ เวลาท่านป่วย เราก็ไม่ได้ดูแล ท่านเป็นทุกข์ บางทีก็ไม่ได้บอกให้เราทราบ บ้างกลัวจะกระทบกระเทือนการเรียนของเรา บ้างก็ไม่อยากให้ลูกซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองนอก ต้องพลอยหนักใจ

ดังนั้น พวกเราซึ่งอยู่ไกลบ้าน ไม่ควรละเลยการทำหน้าที่ลูกเท่าที่เราจะทำได้ การโทรไปหาท่าน ถามสารทุกช์สุชดิบ เป็นประจำสม่ำเสมอ ก็นับเป็นการทำหน้าที่ลูก(ไกลบ้าน)ที่ดีได้แล้วนะคะ

หน้าที่สุดท้าย ที่อยากให้ลองคิดกันดู คือหน้าที่ต่อตัวเอง

นักเรียนนอกนั้น มีสติปัญญาดีกันทั้งนั้น แต่เราได้ใช้ชีวิตอย่างฉลาด และมีความสุขแล้วหรือยัง?

การจมปลักอยู่กับสิ่งที่เกิดในอดีต การจมอยู่ในกองทุกข์ การกังวลกับอนาคตที่ยังไม่เกิด หรือการเพ้อฝันถึงแต่วิมานในอากาศนั้น ไม่เป็นการใช้ชีวิตที่ฉลาดเลย นอกจากนั้นยังเป็นการเสียเวลาอย่างไร้ประโยชน์ด้วย ลองคิดกันดูง่ายๆว่า ถ้าพรุ่งนี้เราจะตายแล้ว เราจะมัวนั่งนีกถึงแฟนเก่า/ เรื่องอกหัก/ แอบชอบเค้า/ กลัวอ่านหนังสือไม่ทันเดือนหน้า ฯลฯ อยู่ทำไม

หน้าที่ต่อตัวเองในทางพุทธศาสนานั้น คือการปฏิบัติความเพียรเพื่อพัฒนาจิตของตนเอง ด้วยการทำสมาธิ วิปัสสนา ซึ่งทำได้หลายแบบค่ะ เช่นใช้การภาวนา พุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง โดยจะภาวนาตามลมหายใจ จะตั้งจิตไว้ที่จมูก ที่ท้อง สะดือ หรือฐานสองนิ้วเหนือสะดือ ก็ตามสะดวก

หรือจะใช้แนวสติ คือมีสติตามทันอิริยาบท นั่ง เดิน ยืน นอน ทำโน่นทำนี่ ก็ได้  บางท่านอาจชอบแนววิปัสสนาสติปัฏฐานสี่ อันนี้ต้องพูดกันยาวหน่อยในคราวต่อๆไป หากมีคนสนใจ

หรือถ้าไม่ชอบแบบไหนเลย การสวดมนต์ หรือการนั่งปิดตาฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองสบายๆ ก็เป็นการทำสมาธิแบบหนึ่งค่ะ
สำหรับตัวเอง ถ้าวันไหนได้ทำหน้าที่ครบทั้งสามอย่าง จะรู้สึกดี มีความสุชมาก ประมาณว่า ถ้าตายพรุ่งนี้ก็คงไม่เสียใจฟูมฟายมากนัก แน่นอนว่า ย่อมมีเรื่องเสียใจเสียดายอื่นๆ นี่ก็ยังไม่ได้ทำ โน่นก็ยังไม่ได้ทำ นี่ยังทำไม่สำเร็จ โน่นทำล้มเหลว แต่อย่างน้อย ถ้าเราเปลี่ยนชีวิต ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ คุ้มค่า และมีความสุขทุกๆวัน นับจากวันนี้เป็นต้นไป หนึ่งปีหลังจากนี้ รับรองว่าความเสียใจและเสียดายอื่นๆจะลดลงอย่างแน่นอน เพราะเรารู้ว่า เราได้ใช้ชีวิต อย่างดีที่สุดแล้ว

3 responses to this post.

  1. Posted by Peter on February 15, 2009 at 8:54 pm

    ผมมีปัญญาน้อย หากติชมผิดพลาดประการใดต้องขออภัย

    เรื่องแรกเลย คู่มือนักเรียนนอก น่าจะเขียนเป็นกลางๆ ไม่อ้างอิงศาสนาใดๆ เว้นแต่ว่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องให้ชัดเจนว่าเป็นวิถีพุทธ

    นักเรียนนอกนั้น มีสติปัญญาดีกันทั้งนั้น – ข้อนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมถือว่าเป็น overgeneralization ไม่ว่าจะหมายถึงปัญญาทางโลก หรือทางธรรมก็ตาม

    หน้าที่ต่อตัวเองในทางพุทธศาสนา – อันนี้ ตกไปสองข้อ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์เป็นเรื่องดีมาก แต่ต้องทำความดี (บุญ/ทาน/บารมี) ละเว้นความชั่ว (ศีล) ไปควบคู่ด้วย

    อยากเสริมนิดนึงว่่า การทำสมาธิวิปัสสนานั้น มุ่งยกอารมณ์ให้เห็นไตรลักษณ์เป็นสำคัญ แนวสติหรือแนวภาวนานั้นไม่ต่างกัน คือต้องใช้สติควบคู่กับอุเบกขาเป็นตัวยืน การนั่งปิดตาฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองสบายๆ นั้นผมไม่เห็นว่าเป็นการพัฒนาสติแต่อย่างใด และไม่คิดว่าเป็นสัมมาสมาธิด้วย

    สุดท้าย ผมอยากพูดถึง หน้าที่ความเป็นมนุษย์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องสำคัญ ตั้งแต่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไปจนถึง การใช้น้ำและพลังงานอย่างประหยัด สั้นๆคือว่า เพื่อชนรุ่นหลัง เพื่อสิ่งมีชีวิตนับล้านๆทั่วโลก สร้างคุณค่าอะไรแล้วหรือยัง

    Reply

  2. Posted by Surutchada on February 16, 2009 at 1:43 pm

    Thank you for your comment ka.

    First I would like to say that this piece of writing, just like the name of this blog, is a point of view of myself. The purpose of this TSAM journal is to share viewpoints of students and in no way do we want to claim that our views are the right view na ka. Same goes to my piece.

    Second, I would like to add that my writing in the future is probably best described as ‘how to live your life abroad happily in a Buddhist style’.

    Third, regarding the use of music in meditation, I was taught this technique by one of my meditation teachers in Thailand. My purpose of including this technique into the writing above is to share my experience about something which ‘works’ for me. I have no comment on whether it can be considered ‘สัมมาสมาธิ’ as I don’t have sufficient knowledge on this issue ka. But I believe that the teacher taught us this technique for a reason, and that reason is good.
    🙂

    Reply

  3. Posted by chin on February 17, 2009 at 3:41 am

    ขอบคุณอย่างมากสำหรับบทความที่เขียน
    จะผิดจะถูกอย่างไรก็นับเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน
    ถ้านำไปคิด มองตนเอง แก้ไขด้วยปัญญา
    ปรับใช้ให้เหมาะสมกับจริตและสิ่งแวดล้อมของตนเอง

    ขอเพิ่มเติมนิดเดียวเรื่องการทำให้ใจมีสมาธิด้วยการนั่งฟังเพลงทำนองสบาย
    ตามความเห็นถึงแม้ จะไม่มีระบุในพระอภิธรรม เกี่ยวกับการทำสมถะกรรมฐาน ว่าการนั่งฟังเพลงเป็นการทำกรรมฐานอย่างหนึ่งก็ตาม
    แต่ถ้าวิธีใดก็ตามที่ทำให้จิตไม่วอกแวก ซัดส่าย ก็น่าจะเป็นกรรมฐานได้ และก่อให้เกิดสมาธิ
    แต่ต้องระวังว่า มันจะเกิดความชอบ ติดใจ ยินดีหลงไหลได้ปลื้มในเสียงนั้น ซึ่งจะทำให้สมาธิไม่เกิด และมีปัญหาเรื่อง อื่น ที่ทำให้จิดซัดส่ายไปอีก

    แนะนำว่า ถ้าวุ่นวายใจใช้การฟังเพลง ทำให้ใจสบายไม่คิดอะไรฟุ้งไป ก็น่าจะดี มันเป็นวิธีทางโลก..คิดเสียอย่างนั้น
    ไม่ต้องไปคิดมากเรื่อง จะเกิดสมาธิไหม หรือ ถูกหลักการทำกรรมฐานไหม ไม่ว่าจะสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม

    แล้วถ้าอยากพัฒนาจิตให้มันไม่ฟุ้งตามหลักพระอภิธรรม ก็ค่อยทำกรรมฐาน

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: