การใช้ชิวิตอย่างมีความสุข ฉบับนักเรียนนอก ตอนที่ ๒

การใช้ชิวิตอย่างมีความสุข ฉบับนักเรียนนอก

สุรัชดา จุลละพราหมณ์

ตอนที่ ๒ การดูแลจิตใจตัวเอง

วันนี้ได้คุยกับเพื่อน เรื่องความสวยความงามของผู้หญิง ว่ากว่าจะออกมาสวยอย่างที่เห็นกันตอนเราก้าวออกจากบ้าน ผู้หญิงด้วยกันเท่านั้นจึงจะรู้ว่าเราต้องเสียเงินและเวลามากเพียงใดสำหรับการดูแลร่างกายของตัวเอง ถ้านับตั้งแต่หัวลงไป ก็ต้องมาการตัดผม จัดแต่งทรง ย้อมสี หมักผม พ้นจากผมมาถึงหน้าก็ต้องทาครีมกลางวัน กลางคืน ครีมใต้ตา ซีรั่ม ยาแก้สิว สารพัด นอกจากนั้นก็ต้องดูแลร่างกายให้มีรูปร่างดี เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เหล่านี้ดิฉันไม่ขัดหรอกค่ะ เพราะร่างกาย หรือ สังขารของเรานี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต จะไม่ให้ดูแลเลยก็คงจะไม่ได้

แต่เคยคิดไหมว่า สังขารที่เราดูแลกันแทบเป็นแทบตายนั้น มันเป็นของชั่วคราว อายุการใช้งานอย่างมากร้อยปี แถมไม่มีการันตี จะเสียเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่ สิ่งที่มีอยู่ถาวรกว่าคือจิต เคยดูแลกันบ้างไหมคะ?

เรามักลืมถึงข้อนี้ไป ทำให้ไปหลงกังวลแต่กับสังขารจนเกินกว่าเหตุ จนบางครั้งกังวลกับสังขารจนทำให้จิตแย่ลง เพราะกลัวอ้วน กลัวสิวขึ้น กลัวไม่สวย ไม่หล่อ ไม่นำสมัย กลัวเพื่อนไม่ยอมรับ เกิดอาการเครียดได้ง่ายๆ หรือไม่ก็กังวลแต่การหาสิ่งสวยงามมาตกแต่งสังขาร จนเงินหมด เครียดได้อีกเหมือนกัน

จนบัดนี้ คุณเคยได้ลงทุน ลงแรง เพื่อดูแลรักษาจิตของตัวเองแล้วหรือยัง?คุณอาจถามว่า ทำไมต้องไปดูแลจิต มันก็อยู่ของมันดีๆมาตั้งแต่เกิด แค่ยังไม่เป็นบ้า ฟั่นเฟือนเสียสติไป ก็น่าจะแปลว่าจิตมันอยู่สุขสบายดี

จริงหรือคะ?

ลองนั่งดูจิต(หรือใจของคุณนั่นแหละ)นิ่งๆ มันเบา โปร่ง สบาย หรือมันหนักๆ ตันๆคะ ถ้ามันโล่งสบาย ลองดูมันบ่อยๆ มันเป็นอย่างนี้ตลอดหรือเปล่า

ลองคิดว่าแต่ละวันๆ คุณเอาขยะของเสียเข้าไปฝังไว้ในจิตคุณมากแค่ไหน คิดอกุศลครั้งหนึ่ง ก็เท่ากับเราเอาสิ่งไม่ดีนั้นไปประทับไว้ที่ใจของเรา พระท่านว่าจิตของมนุษย์นั้น บันทึกทุกความคิด ทุกการกระทำของเราไว้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรงที่สุด แม้ว่าเราจะไม่รู้ตัว หรือแม้ว่าเราจะลืม สมองอาจลืม แต่จิตไม่เคยลืม

ฉะนั้นลองคิดดูสิคะว่า จิตที่มีแต่สิ่งไม่ดี สิ่งสกปรก บันทึกลงไปทุกวันๆนั้น จะเป็นจิตที่แข็งแรง ใสสะอาดอยู่ได้อย่างไร
การใช้ชีวิตของพวกเราในแต่ละวันนั้น มีโอกาสให้จิตคิดไม่ดีมากมาย ไม่ต้องไปหาตัวอย่างที่ไหนให้ยาก ตัวดิฉันเองก็เคยคิดไม่ดีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และคงไม่สามารถหยุดคิดกันได้ง่ายๆในอนาคตอันใกล้

เคยคิดอิจฉาคนได้ดีกว่า คนเรียนเก่งกว่า สวยกว่า มีคนรักมากกว่า

เคยโกรธที่โลกไม่ยุติธรรม เราเรียนแทบตาย เพื่อนฝรั่งที่เข้าผับทั้งปี กลับได้เกรดสูงกว่า

เคยหมั่นไส้พวกที่(ดิฉันคิดว่า)ทำเป็นตั้งใจเรียนเอาใจครู – teacher’s pet

เคยผิดหวังกับความรัก ทำให้โกรธ เกลียด เสียใจ สารพัด

เคยคิดอยากโกง เช่นไม่จ่ายค่ารถเมล์สายที่มีทางขึ้นหลายทาง เคยหาวิธีโกงค่ารถไฟใต้ดิน และได้ทำมาแล้วสำเร็จ คือการซื้อตั๋วเด็ก ทั้งๆที่ตอนนั้นตัวเองก็อายุ ๑๘ เข้าไปแล้ว

เคยพาลโมโหลมฟ้าอากาศ หรือใครก็ตามที่โชคร้ายพอจะอยู่ในสายตา ตอนเราโมโหอย่างอื่นอยู่

เหล่ากิเลส โลภ โกรธ หลง นี้มีลักษณะเหมือนหินปูน เข้าไปเกาะจิตทีละนิดๆ จนกระทั่งในที่สุด ถ้ามีเยอะพอ ก็จะมองเห็นได้เด่นชัด เกิดเป็น ความเคยชิน เราเอากิเลสตัวไหนใส่เข้าไปในใจเยอะๆ เราก็เอนเอียงไปทางนั้น ทำให้จิตหมองคล้ำด้วยอำนาจกิเลส อำนาจโกรธ อำนาจเกลียด อำนาจแค้น ฯลฯ

จากความเคยชิน นานๆเข้าก็เกิดเป็นนิสัย จากนิสัยก็กลายเป็นสันดานได้ คราวนี้ขุดยาก ล้างยากค่ะ

ความเคยชิน สันดาน หรือนิสัยอันอกุศลเหล่านี้ทำให้จิตป่วย ไม่ได้แปลว่าบ้านะคะ แต่หมายถึงสภาวะที่จิตเคลื่อนจากภาวะปกติ อันเป็นภาวะที่จิตนิ่ง เบา โปร่ง สว่าง สบาย

อีกอย่างที่ทำให้จิตนักเรียนนอกอย่างดิฉันป่วยบ่อยๆ คือความเครียด การคิด เครียด เหมือนกับการกินยาพิษฆ่าตัวเองทีละน้อย
เคยไหมคะ กังวลเรื่องอะไรสักเรื่อง ทำให้กระสับกระส่าย คิดซ้ำไปซ้ำมาแต่เรื่องนั้น พาลทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรื่องอื่นๆในชีวิตก็พลอยรวนไปด้วย งานการก็ไม่เป็นอันทำเสียเลย เป็นอย่างนี้มากๆ โรคถามหาแน่ๆ เช่น ไมเกรน โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย วันก่อนเพื่อนที่เป็นหมอบอกว่าความเครียดเป็นตัวกระตุ้นมะเร็งด้วย

สรุปก็คือว่า สิ่งที่ทำให้จิตป่วยมีอาทิเช่น การเฝ้าคิดแต่สิ่งอกุศล หรือการเฝ้ากังวลถึงเรื่องในอดีต หรืออนาคต จนเครียด ที่ยกสองพวกนี้มา เพราะเป็นพวกที่ดิฉันประสบเองบ่อย เอามาเขียนถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงได้

และก็ประสบการณ์อีกนั่นแหละ ที่ทำให้เชื่อ เหมือนที่พระท่านสอนว่า ยาวิเศษที่จะมารักษาจิตที่ป่วย ผุพัง ช้ำบวม นี้ได้ คือ สติ

สติ คือการรู้ตัวทั่วพร้อม คือการที่เรารู้ว่า ขณะนี้ เรากำลังทำอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ ดิฉันกำลังนั่งเขียนคอลัมน์นี้อยู่ ในขณะที่หูก็รับฟังเพลงไปด้วย และมีความง่วงเกิดขึ้นนิดๆ เพราะดึกแล้ว

คุณอาจคิดว่า แต่มีสติรู้ แล้วจะทำอะไรได้

คำตอบคือ ได้มากกว่าที่คุณคิดค่ะ

จิตของมนุษย์นี่เป็นของแปลก และมีลักษณะพิเศษมาก ขณะที่มีอารมณ์ความรู้สีกต่างๆเข้ามากระทบนั้น ถ้าเราไม่ไปรู้ ไปจับมันเสียก่อน จิตก็เตลิดไปกับอารมณ์พวกนั้นได้ครั้งละนานๆ ยิ่งบ่อยเข้ายิ่งเตลิดลึกเข้าไป ฉะนั้นคนที่ฝันกลางวันบ่อยๆ จะพบว่าใช้เวลาหมดไปกับการฝันกลางวันนั้นมากขึ้น หรือ คนขี้โกรธ ก็โกรธได้บ่อยขึ้น ผูกโกรธครั้งละนานขึ้น และโกรธแรงขึ้น

แต่ถ้าเราแค่ไปรู้เท่านั้น แค่รู้นี่ล่ะค่ะ จิตเค้าจะคลายอารมณ์นั้นแทบทันที รู้ยังไง คือรู้ว่าตอนนี้โกรธ ตอนนี้อิจฉา ตอนนี้คิดฟุ้งซ่าน บางคนเค้าก็คิดในใจว่า โกรธหนอ อิจฉาหนอ คิดหนอ ฟุ้งซ่านหนอ

จิตเหมือนเด็กเล็กๆที่แอบกระทำผิด พอเราไม่เห็นก็จะแอบทำไปเรื่อย และยิ่งได้ใจ ทำบ่อยขึ้น มากขึ้น แต่พอเราจับได้ บอกว่า อ๊ะ รู้นะทำอะไรอยู่ เค้าก็จะหยุด

หยุดได้สักพัก เราเผลอ ก็กลับไปทำผิดอีก ต้องให้จับกันบ่อยๆ จับที (คือรู้ที) ก็หยุดที

พอจับได้บ่อย คือ รู้บ่อย การทำผิดก็จะห่างออกไป เพราะได้รับการอบรมบ่อย นิสัยก็เปลี่ยน

แต่จิตของบางคน อาจไม่เคยถูกจับมาก่อน ทำผิดมานาน เค้าก็เก่งขึ้นในการทำผิด จับยากขึ้น บางทีจับแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด อย่างนี้ต้องใจเย็นๆค่ะ จับไปเรื่อยๆ ดิฉันบางครั้งก็ต้องท่อง คิดหนอ คิดหนอ คิดหนอ อย่างนี้หลายครั้ง จิตถึงได้หยุดคิด หยุดแส่ส่าย (ไปประมาณสามสิบวิ แล้วก็แส่อีก เฮ่อ จับกันเหนื่อย จนคิดว่าจิตน่าจะเปรียบเหมือนลิงมากกว่าเด็ก)

ถึงเหนื่อยใจก็อย่าท้อค่ะ นี่ไงคะ ที่เขาเรียกกันว่าเล่นกีฬาทางจิต (เบื้องต้น) มันก็ต้องเหนื่อยกันบ้าง แต่กีฬาทางจิตก็เหมือนกีฬาทางกาย คือเมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆก็จะเก่งชึ้นแน่ๆ

เมื่อเก่งขึ้นแล้วจะได้อะไร? ก็เหมือนกับคนที่ออกกำลังกายบ่อย และดูแลร่างกายดี จะมีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง สวยงาม เมื่อทำความสะอาด และ ออกกำลังจิตด้วยการบริหารจิตด้วยสติบ่อยๆ จิตก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ง่ายๆเหมือนเมื่อก่อน ทำให้โลภ โกรธ หลง เครียด ต่างๆ เกิดยากขึ้น หรือหากเกิด ก็ไม่ร้ายแรงเท่าก่อน และหายไปโดยเร็ว
รู้ก่อน จับก่อน ดับก่อน สบายและสว่างก่อนค่ะ

One response to this post.

  1. Posted by amp on February 20, 2009 at 5:45 am

    Very well written ja p’jam. Thank you for sharing this….😀
    So much is going on, so little time we have to take care of how we feel!

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: