การใช้ชิวิตอย่างมีความสุข ฉบับนักเรียนนอก ตอนที่ 3

การใช้ชิวิตอย่างมีความสุข ฉบับนักเรียนนอก

สุรัชดา จุลละพราหมณ์

ตอนที่ ๓ กำลังใจแด่ผู้กำลังเจ็บปวดในความรัก

ขณะนี้เพิ่งผ่านพ้นวันแห่งความรักมาหมาดๆ ตัวดิฉันเองได้เห็นเพื่อนหลายคนมีความสุขและไปฉลองกับคนรัก แต่เพื่อนบางคนกำลังอยู่ในช่วงทุกข์ใจ ผิดหวังกับความรัก เศร้าสร้อยจนผ่ายผอมลงไป ทำให้เกิดความเป็นห่วงขึ้นมาเป็นอย่างมาก เพราะได้เห็น และได้ประสบมากับตัวว่าความรักนั้นช่างเป็นสิ่งที่ทรงอานุภาพ สามารถมีอำนาจบังคับให้ชีวิตของเรามีสุขหรือทุกข์ก็ได้

ฉะนั้น คราวนี้ดิฉันขอมาแลกเปลี่ยนวิธีการคิด และการปฏิบัติตัว สำหรับผู้เจ็บปวดในความรักค่ะ

เวลาที่เห็นคนอกหักมานั่งปรับทุกข์ด้วยเมื่อไหร่ คำแนะนำแรกของดิฉันเลยก็คือ ร้องไห้พอใจ แล้วหยุดร้องไห้ก่อน เพราะการร้องไห้ฟูมฟายทำให้สมองไม่สามารถคิดอะไรได้อย่างเป็นระบบระเบียบ วิธีการหยุดร้องง่ายๆคือการดูลมหายใจค่ะ สะอื้นเข้า สะอื้นออก ให้รู้ตัวไว้ ถ้ายังไม่หยุด ให้ลองดูตัวเองขณะร้องไห้ น้ำหูน้ำตาไหลอาบแก้มนี่รู้ตัวกันบ้างหรือเปล่า สะอื้นตัวโยนรู้ตัวหรือเปล่า ลองมองตัวเองในกระจกก็ได้ว่าตอนร้องไห้หนักๆนั้น หน้าตาเป็นยังไงบ้าง ดูไม่จืดเลยล่ะค่ะ

พอหยุดร้องได้แล้ว ให้ลองนั่งดูลมหายใจของตัวเองไปอีกสักพักหนึ่ง เพื่อรอให้ร่างกายและจิตใจสงบลง ระหว่างนั้นถ้าแว่บไปคิดถึงเรื่องปวดใจที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ให้ภาวนา คิดหนอ คิดหนอ คิดหนอ อย่าไปบังคับให้มันหยุดคิด หรือให้ลืมหน้าเค้าคนนั้น หรือลืมสิ่งเลวร้ายที่เค้าทำกับเรา ให้ใช้แค่ คิดหนอ ให้รู้ก็พอว่าคิดอยู่ แล้วลองดูว่าหายไปไหม

สักพักถ้าหาย ขอให้มองว่า อ๋อ นี่เองคือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของทุกสิ่ง เป็นธรรมดาของโลก

ความรักที่เคยมีในใจเขา มันก็แค่ของสมมุติ ไม่จีรังยั่งยืน ที่บอกว่าจะรักกันตลอดไปน่ะ ขอให้ทำใจไว้เถิดว่ามันคงเป็นไปได้ยาก เพราะมันเป็นธรรมดาของโลก ที่มันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

ความรัก อาลัยอาวรณ์ในใจเรา ก็เชื่อเถอะว่า วันหนึ่งมันก็ต้องดับไป เป็นธรรมดาโลกอีกนั่นแหละ

หรือถ้ามีอารมณ์โกรธ เกลียด อยากแช่งชักหักกระดูก รู้สึกเหมือนโดนหักหลัง ก็ขอให้ภาวนาตามนั้นนะคะเช่น โกรธหนอ เกลียดหนอ แช่งเขาหนอ ด่าเขาในใจหนอ

แล้วก็อย่าลืมต่ออีกหน่อยว่า ไม่ดีหนอ บาปหนอ ขออโหสิกรรมหนอ

วิธีภาวนาแบบนี้ดิฉันได้เรียนรู้มาจากแนวของคุณแม่ สิริ กรินชัย และได้ลองกับตัวเองมาแล้วว่า ช่วยทำให้ใจสงบเย็นขึ้นได้จริง แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ พอลืมภาวนาก็กลับมาร้อนอีก แต่ถ้าเราภาวนาแบบนี้บ่อยๆความร้อนก็จะลดน้อยถอยลงไปเองค่ะ

บางคนอาจถามว่า ทำไมต้องไปขออโหสิกรรมด้วย ไม่เห็นอยากจะไปขอโทษเขา(หรือมัน)เลย ในเมื่อมาทำร้ายจิตใจกันได้ขนาดนี้
แต่ว่า เมื่อเขาร้ายมา เราต้องร้ายไปไหมคะ เราควรจะลดตัวลงให้ต่ำเหมือนเขาไหม

ไม่ค่ะ เราควรจะสูงกว่าเขา สิ่งไม่ดีที่เขาได้สาดใส่เข้ามาในชีวิต ถ้าเราเลือกที่จะไม่รับมัน ไม่เก็บมันขึ้นมาผูกไว้ในใจแล้วปรุงแต่งต่อด้วยความโกรธและเกลียด สิ่งไม่ดีเหล่านั้นก็ไม่มีทางจะมาทำร้ายใจเราได้ สิ่งที่เขาทำมันเป็นอดีตไปแล้ว ดับไปแล้ว จบไปแล้ว เรานั่งร้องไห้อยู่ในห้องของเราคนเดียว เราจะขุดมันกลับมาถือไว้ให้มันบาดจิตบาดใจอยู่ทำไม

เมื่อเราโกรธ เราเกลียด จิตใจเราพุ่งสู่กระแสฝ่ายต่ำ เกิดความร้อนรุ่ม แต่เมื่อเราภาวนา เรารู้ถึงกระแสนั้น และเราขออโหสิกรรมต่อมโนกรรมที่เราได้กระทำ กระแสนั้นจะบางลงและในที่สุดก็จะขาดลงได้ด้วยใจอันเต็มไปด้วยความให้อภัยของเรา

แต่ไม่ต้องห่วงถ้ายังทำไม่ได้ ดิฉันเข้าใจดีว่ามันยาก ยังไม่อยากยกโทษให้ อยากจะโกรธ จะเกลียดต่อไปอีกหน่อย อันนี้ก็คงต้องปล่อยให้โกรธต่อไปจนเหนื่อย เหนื่อยใจเหนื่อยกายพอเมื่อไหร่ ก็ลองกลับมาพิจารณาตัวเองต่อ ว่านั่งผูกโกรธ นั่งเศร้าโศกอยู่นี่ เค้าคนนั้นมารับรู้ด้วยไหม

ส่วนมากคำตอบคือไม่ เค้าคนนั้นตอนนี้คงไปสดชื่นอยู่ที่ไหนต่อไหนกับคนรักใหม่ กับเพื่อนเขา ลืมคุณไปตั้งนานแล้ว
แล้วใครล่ะมานั่งรับรู้ความทุกข์ของคุณ

ตัวคุณเอง พ่อ แม่ เพื่อนที่รักและห่วงคุณ

สรุปก็คือ มีแต่คุณและคนที่รักคุณเท่านั้นที่ต้องมานั่งเป็นทุกข์ด้วย ตัวต้นเหตุเค้าไม่มาแคร์สักหน่อย

แล้วคุณจะไปแคร์เค้าทำไมคะ

ทำไมไม่แคร์ตัวเอง แคร์คนที่ตัวเองรักบ้าง

ปล่อยเถอะค่ะไอ้ก้อนทุกข์ที่คุณกำลังถืออยู่ และกำลังเอามันตีหัวคุณเองจนสมองมึน เจ็บปวด เลือดสาดอยู่ในขณะนี้
หายใจยาวๆ คราวนี้ลองเอาจิตมาตั้งที่ท้อง ดูการพองยุบของท้อง ถ้าดูได้สักพัก จะมองเห็นความสงบ โล่ง สบายกาย สบายใจ
แบบนี้ดีกว่านั่งร้องไห้ตาบวมไหมคะ

สุดท้ายนี้ขอจบตอนนี้ลงด้วยคำสอนของคุณดังตฤณ ซึ่งได้ช่วยดิฉันมาแล้ว และหวังว่าจะช่วยเพื่อนๆที่กำลังเป็นทุกข์กับความรักได้ด้วยค่ะ

“อย่าคิดว่าเราเป็นฝ่ายถูกทิ้ง ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายเลือกที่จะทิ้งขยะชิ้นหนึ่งออกจากใจ

อย่าคิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายเหงา ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายเลือกพักร้อนอย่างสบายใจสักระยะ

อย่าคิดว่าเราเป็นฝ่ายทรมาน ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายเลือกทำความสุขให้แก่เขา

อย่าคิดว่าเราควรเหนี่ยวรั้งเขา ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายให้อิสระ เป็นทาน แก่คนอื่น

ให้ตัวเราในวันนี้เป็นคนเลือก อย่าให้ตัวเราที่ตายไปแล้วเมื่อวานเป็นคนเลือก”

2 responses to this post.

  1. Posted by ปราชญ์ วิปลาส on March 25, 2009 at 10:07 pm

    บางที…การที่เราปฏิเสธความรักจากใครสักคนแล้วทำให้ใครสักคนนั้นต้องอยู่ในสภาวะ “อกหัก” การปฏิเสธดังกล่าวอาจเป็นการเลือกอย่างมี “สติ” และ “ปัญญา” อันครบถ้วน เช่นนั้นแล้ว ผมไม่คิดว่ามันเป็นการดีกับวิธีคิดแบบที่ว่า “แต่ว่า เมื่อเขาร้ายมา เราต้องร้ายไปไหมคะ เราควรจะลดตัวลงให้ต่ำเหมือนเขาไหม ไม่ค่ะ เราควรจะสูงกว่าเขา” และนั่นยิ่งดูจะย้อนแย้งกันเองกับวิธีภาวนาที่คุณกล่าวไว้ก่อนหน้านั้นว่า “ไม่ดีหนอ บาปหนอ” เว้นแต่ว่า ศาสนาพุทธจะไม่ถือว่าการคิดว่าผู้อื่นต่ำกว่านั้นเป็นบาป ซึ่งก็อาจจะใช่ เพราะถ้าไม่ใช่ วิธีคิดแบบในเรื่องปทปรมะที่ดูอย่างไรก็เป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ในแนวตั้งคงไม่ปรากฏขึ้นมาในหลักคำสอนได้

    เป็นไปได้ไหมว่า การที่สามารถปฏิเสธความรักจากใครสักคนหนึ่งได้ย่อมอาจหมายความว่าผู้ที่ปฏิเสธนั้นได้ปฏิบัติซึ่งอนิจจังแห่งโลกโดยมิต้องเอาคำสอนแห่งพุทธะ (พุทฺธานศาสนํ) มากล่าวอ้างแต่อย่างใด

    ควรหรือไม่ว่า ผู้ที่ถูกปฏิเสธนั้นจะต้องกลับมาพินิจพิเคราะห์ดูให้ดีว่าเหตุใดใจรักครั้งนี้จึงล้มเหลว ควรมีสติจดจ่อกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อพินิจพิเคราะห์มันอย่างถ้วนถี่ พยายามเข้าใจทั้งความเจ็บปวดของตัวเองว่ากำลังเจ็บปวดเพราะเหตุใด และในขณะเดียวกันก็ตั้งสติเพื่อทำความเข้าใจว่าแล้วเหตุใดผู้ปฏิเสธนั้นจึงเลือกที่จะปฏิเสธ ซึ่งผมมองว่า หากทำเช่นนี้แล้วน่าจะเกิดปัญญาอันเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไปอย่างมีสติและปัญญาที่เพิ่มพูนมากขึ้น

    ที่คุณกล่าวมาทั้งหมดในบทความนี้ ผมมองเห็นเพียงวิธีการปลอบใจตัวเอง หรือในภาษาของผมก็คือ “หนีความจริง” คุณเสนอวิธีหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดอันเป็นความจริงแห่งสภาวะจิตใจของคนอกหักโดยการใช้ “…หนอ” ต่างๆมาเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเจ็บปวด แต่กลับไม่มีการให้ทำความเข้าใจถึงตัวตนของความเจ็บปวดอันประกอบขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ต่างก็เป็นเหตุปัจจัยแห่งรักที่ไม่สมหวังครั้งนี้

    เมื่อฟังคุณกล่าวมาทั้งหมดนั้น ผมพลันรู้สึกว่าอนิจจังและอริยสัจสี่นั้นขัดแย้งกันโดยตรง ในขณะที่อริยสัจสี่มุ่งให้เกิดการดับทุกข์ด้วยการทำความเข้าใจในทุกข์แล้วหาหนทางดับทุกข์ อนิจจังกลับไม่มีกระบวนการแบบนั้น ทั้งยังดูเป็นความพยามให้พ้นทุกข์แบบปล่อยให้ทุกข์มันผ่านๆไปด้วยซ้ำ หรือว่าในกระบวนการของอนิจจัง อริยสัจสี่ก็เป็นสิ่งอันตั้งอยู่และดับไปแล้ว?

    ในความรู้สึกของผม หากคุณจะแนะนำให้ใครใช้วิธีการอย่างที่คุณกล่าวมาทั้งหมด ผมอยากเสริมว่า ถ้าเขาหรือเธอผู้เจ็บปวดคนนั้นสามารถรอดจากการตั้งอยู่ของทุกข์แล้วกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิมได้ เมื่อถึงตอนนั้น ผมอยากให้เขาใช้อริยสัจสี่ย้อนกลับไปมองทุกข์ที่ดับไปแล้วนั้นเพื่อทำความเข้าใจมันให้ลึกซึ้งมากขึ้นอันจะเป็นประโยชน์ (ปัญญา?) ต่อการดำรงชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าของเขาและเธอมากขึ้น

    อนึ่ง…ผมเป็นคนไม่มีศาสนา เช่นนั้นแล้วมุมมองที่ผ่านมาของผมอาจไม่ถูกต้องนัก

    Reply

  2. 🙂 … ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะ สัจธรรมเองก็ไม่มีศาสนาเหมือนกัน🙂

    ผมเห็นด้วยตรงที่ว่า คำแนะนำในบทความกับในคอมเมนต์ของคุณปราชญ์ ควรจะสอดประสานกันครับ … คือ มันต้องมีกระบวนการในช่วงที่ทำให้ผ่านช่วงทุกข์ไปอย่างมีสติก่อน เวลาทุกข์ใจจนขาดสติ ปัญญาเกิดลำบากเหลือเกิน … เมื่ออาการทุเลา มีสติ พร้อมพอสมควร จึงดูทุกข์ หาและเข้าใจเหตุ และแก้ปัญหาเสีย

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: